|
สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ ชนิด A 2009 H1N1(วันที่ 29 เมษายน 2552)
กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 28 เมษายน 2552
สถานการณ์โรค
องค์การ
อนามัยโลกได้รายงานการระบาดของโรคปอดบวมในประเทศเม็กซิโก ตั้งแต่วันที่ 18
มีนาคม 2552 และทวีความรุนแรงมากขึ้นในเดือนเมษายน ข้อมูล ณ วันที่ 24
เม.ย.52 พบผู้ป่วยมากกว่า 854 ราย เสียชีวิต 59 ราย
ซึ่งผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่า
มีสาเหตุจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด A สายพันธุ์ H1N1
ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน
ที่มีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วย จำนวน 18 ราย
ต่อมามีการพบผู้ป่วยยืนยันในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดาและสเปน ปัจจุบัน
(28 เม.ย.52) มียอดรวมจำนวนผู้ป่วยยืนยันทั้ง 4 ประเทศข้างต้น 73 ราย
เสียชีวิต 7 ราย
เนื่องจากเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่
และข้อมูลการสอบสวนโรค บ่งชี้ว่า การระบาดเป็นการติดต่อจากคนสู่คน
และมีผู้เสียชีวิต
ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดการระบาดใหญ่ขยายตัวไปประเทศอื่น
องค์การอนามัยโลกกำลังส่งผู้เชี่ยวชาญประสานงานป้องกันควบคุมโรคร่วมกับ
รัฐบาลเม็กซิโก รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก
เป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency
of International Concern : PHEIC ). เมื่อวันที่ 25 เม.ย.52
และได้ประกาศปรับระยะการระบาดจากเดิม ระดับ 3 เป็นระดับ 4 เมื่อวันที่ 27
เม.ย.52 พร้อมทั้งแนะนำมาตรการว่า
ยังไม่มีการจำกัดการเดินทางหรือปิดพรมแดน
หากประชาชนมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่
ควรเลื่อนการเดินทางระหว่างประเทศและหากเริ่มป่วยหลังจากการเดินทางระหว่าง
ประเทศ ควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้
การบริโภคเนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูที่ปรุงสุก
ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้
ประชาชนทั่วไปควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำ บ่อยๆ และหากเริ่มมีอาการป่วย
ควรไปพบแพทย์
สำหรับประเทศไทย
จากการเฝ้าระวังโรคของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ต้นปี 2552 จนถึงขณะนี้
พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 3,159 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต
ซึ่งไม่แตกต่างกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2551
และจากการตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการ
ในประเทศไทยยังไม่เคยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ดังกล่าว
ในการรายงานโรคนี้ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า
“Swine Flu” หรือไข้หวัดใหญ่สุกร โดยปกติแล้ว
ไข้หวัดใหญ่สุกรเป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นในสุกร
มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ หลายชนิด เช่น H1N1, H1N2, H3N1, H3N2
และแต่ละชนิดมีหลากหลายสายพันธุ์ ตามปกติการเกิดโรคในสุกร
บางครั้งอาจมีผู้ติดเชื้อจากสุกรและป่วยซึ่งไม่บ่อยนัก การติดเชื้อเกิดโดย
คนหายใจเอาละอองฝอยเมื่อสุกรไอ หรือจาม เข้าไป หรือการสัมผัสกับสุกร
หรือสิ่งแวดล้อมที่สุกรอาศัยอยู่
อย่างไรก็ตามเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกนี้
ผลการตรวจวิเคราะห์ในระดับพันธุกรรม พบว่า
เป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่พบในคน ซึ่งยังไม่เคยพบในสุกรมาก่อน
และการระบาดดังกล่าว
ไม่มีรายงานโรคนี้ระบาดในสุกรทั้งในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา
และผลการสอบสวนโรค ไม่พบผู้ใดติดโรคจากสุกร
หากแต่เป็นการแพร่กระจายโรคอย่างรวดเร็วจากคนสู่คน
เชื้อนี้มีความไวต่อยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ และคาดว่า
วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลของคน ซึ่งมีสายพันธุ์ H1N1
ประกอบอยู่ด้วย ไม่สามารถใช้ป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้ได้
มาตรการและการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุข
ตั้งแต่
ปีพ.ศ. 2547 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของไทย
ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติในการแก้ไขปัญหาไข้หวัดนกรวมทั้งการ
เตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ปัญหาการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่
มาเป็นลำดับ ดังนั้นเมื่อเกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในเม็กซิโก
จึงสามารถปรับใช้มาตรการดำเนินงานที่ได้เตรียมความพร้อมไว้ได้
สำหรับการระบาดในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการแล้ว ดังนี้
2.1 เร่งรัดและเพิ่มระดับความเข้มข้นการเฝ้าระวังโรค
เร่ง
รัดและเพิ่มระดับความเข้มข้นการเฝ้าระวังการรายงานผู้ป่วยที่มีอยู่เดิม
รวมทั้งขยายขอบเขตให้ครอบคลุมผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบ
รุนแรง
โดยได้จัดทำแนวทางปฏิบัติเผยแพร่ให้กับหน่วยงานสถานบริการสาธารณสุขทั่ว
ประเทศ กับ ทีมเฝ้าระวังและสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT)
ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1,030 ทีม และ ครอบคลุมทุกจังหวัดและอำเภอ
เพื่อดำเนินการค้นหาผู้ป่วย ตรวจจับการระบาดได้อย่างรวดเร็ว และ
ควบคุมได้ทันท่วงที
2.2 เตรียมพร้อมด้านการตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการ
ขณะ
นี้ทั่วประเทศ
มีห้องตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ซึ่งสามารถรายงานผลการตรวจได้ภายใน 48 ชั่วโมง จำนวน 14 แห่ง
(โดยจะทราบผลตรวจว่าไม่ใช่เชื้อตัวใหม่นี้ก่อน ภายใน 4 ชั่วโมง)
มีรถเคลื่อนที่ที่สามารถตรวจยืนยันเชื้อของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 6 คัน
ทั้งนี้
มีการเชื่อมโยงเครือข่ายการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการกับจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัยและศิริราชพยาบาล
รวมทั้งองค์การอนามัยโลกและศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข
2.3 เตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย
เพื่อ
การวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็วและให้การรักษาได้ทันท่วงที
กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมสำหรับสถานพยาบาล
โดยจัดทำแนวทางการคัดกรองผู้ป่วยและการรักษาพยาบาล ส่งให้โรงพยาบาลต่างๆ
ทั่วประเทศ และขณะนี้ได้มีการปรับปรุงตามสถานการณ์โรคเป็นระยะๆ
รวมทั้งโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้มีห้องแยกเพื่อดูแลผู้ป่วย
ทุกแห่ง ไว้พร้อมแล้ว
2.4 สำรองเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ
กระทรวง
สาธารณสุข ได้สำรองยาต้านไวรัสและวัสดุ
อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อของบุคลากรสาธารณสุขไว้ เพื่อรักษาและป้องกันโรค
โดยมีความมั่นใจว่าเพียงพอต่อการระบาดของโรค
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกของการระบาด
ซึ่งหากการระบาดของโรคขยายวงกว้างขึ้นภายในประเทศ
กระทรวงสาธารณสุขก็พร้อมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุด
เพื่อให้ได้เป้าหมายเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งในขณะนี้
มีการสำรองปริมาณยาสำหรับผู้ป่วยประมาณ 325,000 ราย
2.5 ให้สุขศึกษาและประชาสัมพันธ์
เพื่อ
ให้ข้อมูลประชาชน
ให้รู้ถึงสถานการณ์ที่ถูกต้องและรู้วิธีในการป้องกันโรคอย่างครบถ้วน
โดยออกประกาศคำแนะนำประชาชนในการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพผ่านช่องทางสื่อ
ต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ทางเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข (www.moph.go.th) และ สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ (http:// beid.ddc.moph.go.th) และ ศูนย์บริการข่าวสารเบอร์ 02-590-3333 และ 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง
2.6 ตรวจผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ
กรม
ควบคุมโรคได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ (Thermo Scan)
ที่สนามบินนานาชาติ สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดภูเก็ต
และเชียงใหม่ เพื่อคัดกรองผู้โดยสารที่มีอาการไข้
การเตรียมพร้อมที่จะใช้งานเมื่อมีความจำเป็นโดยจะดูแลผู้เดินทางให้ได้รับผล
กระทบน้อยที่สุด
พร้อมแจกคำเตือนสุขภาพสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในประเทศจากพื้นที่ที่มีการ
ระบาดของโรค ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน
ถึงความพร้อมมาตรการป้องกันควบคุมโรคของประเทศ อย่างมีประสิทธิภาพ
การกำกับดูแลการดำเนินงาน
การ
ดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติข้างต้น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ
คณะกรรมการอำนวยการ ป้องกัน ควบคุม แก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก
และการเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่
ซึ่งได้เริ่มมีการแต่งตั้ง โดยคณะรัฐมนตรี มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2547
และมีการทบทวนแต่งตั้งใหม่ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละครั้ง
ในขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ได้ทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าว และลงนามแต่งตั้งโดย ฯพณฯ
ท่านนายกรัฐมนตรี
คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นกลไกหลักในการประสานความร่วมมือระดับชาติ
เพื่อรับมือกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ได้ต่อไป
การประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
กระทรวง
สาธารณสุขจะเป็นแกนหลัก ในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน
เพื่อเตรียมพร้อมและรับมือกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่
ตามแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติและแผนปฏิบัติการแม่บทการเตรียมความพร้อมสำหรับ
การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ พ.ศ. 2552
ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552
ที่มา : http://www.vibhavadi.com/
|